วัตถุดิบ ที่ใช้ในงานเซรามิก

เซรามิกที่ใช้กันในงานต่างๆ นั้นเป็นเครื่องมือที่มักจะมีการผลิตมาจากวัสดุต่างๆ กันออกไป เช่น วัสดุประเภทดิน หินฟันม้า หินควอทซ์ และทราย เป็นต้น ซึ่งนอกเหนือไปจากนี้แล้ว หินบางประเภทที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการทำเซรามิก ก็มักจะได้รับการสังเคราะห์ให้บริสุทธิ์ ผ่านการบวนการเคมีบางอย่าง เช่น การทำอะลูมิน่า ที่มีต้นกำเนิดจากแร่บ็อกไซต์ ที่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ เช่น แบเรียมทีตาเนต เฟอร์ไรท์ เป็นต้น ซึ่งอาจจะมีการใฝช้สารอินทรีย์บางชนิด เป็นตัวช่วยอีกด้วย

สำหรับการผลิตเซรามิก ยุคใหม่นั้น ต้องการวัตถุดิบที่มีความบริสุทธิ์สูงมาก เนื่องจากหากมีสิ่งสกปรก หรือสิ่งแปลกปลอมเพียงแค่ 1% ก็สามารถที่จะทำให้เกิดความเสียหายในเนื้องานได้แล้ว ซึ่งอาจจะเสียหายได้ถึงโครงสร้างเลยทีเดียว นอกจากนั้นแล้วการควบคุมรูปร่างของวัตถุดิบระหว่างกระบวนการ Process นั้นก็จะมีผลต่อการขึ้นรูปของผลิตภัณฑ์ได้เช่นกัน

วัตถุดิบที่นิยมนำมาใช้ทำเซรามิก

– ดินขาว เป็นดินที่นิยมนำมาใช้ทำเซรามิก เนื่องจากหาได้ง่าย และมีลักษณะเหมาะกับการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบ ในการทำเซรามิก ลักษณของดินขาว จะเป็นดินที่มีสีขาวบ้าง หรือสีจางไปจากเนื้อดินปกติบ้าง ซึ่งเราสามารถที่จะพบเห็นดินขาวได้จากบริเวณที่เป็นภูเขา หรือแหล่งเดิมของแร่หินฟันม้า (Feldspar) ทั้งนี้เมื่อแร่หินฟันม้า เกิดการผุพัง ก็จะกลายเป็นดินขาวนั่นเอง อย่างไรก็ตามก็มักจะพบกับสิ่งสกปรกที่เจือปนอยู่ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ ซิลิกา (สูตรเคมีคือ SiO2) ซึ่งนอกเหนือจากนี้ก็อาจจะพบได้จากแหล่งแร่หินฟันม้า ที่ยังไม่เกิดการผุพังอย่างสมบูรณ์ แต่ก็มีสิ่งสกปรกเข้าไปสะสม ทำให้เกิดเป็นดินขาวได้ง่ายขึ้น

สำหรับแหล่งของดินขาว นอกเหนือไปจากแหล่งที่กล่าวมาแล้ว ก็อาจจะพบได้ในเขตที่ราบลุ่ม ที่ถูกน้ำพัดพาไปสะสม แหล่งดินขาวในประเทศไทยนั้น พบมากในเขตจังหวัดลำปาง อุตรดิตถ์ ระนอง ปราจีนบุรี นครศรีธรรมราช เป็นต้น

– ดินดำ เป็นดินอีกประเภทหนึ่ง ที่นิยมนำมาใช้สำหรับงานเซรามิก เนื่องจากเป็นดินที่เนื้อเหนียว เมื่อขึ้นรูปและทำเป็นผลิตภัณฑ์แล้ว จะทำให้ตัวผลิตภัณฑ์ มีความแข็งแรง และทนทานอย่างมาก สำหรับดินดำ เป็นดินที่มีลักษณะของเนื้อสีดำ หรือสีขาว สีจางก็ได้(แต่ส่วนใหญ่จะมีเนื้อสีดำ) แต่เมื่อทำการเผาแล้วจะมีสีขาวเนื้อดินมีความละเอียดสูง(ความละเอียดจะขึ้นอยู่กับระยะการถูกพัดพาไปไกลเท่าใด เพราะจะเกิดการเสียดสีกันขึ้นตามธรรมชาติ ทำให้เนื้อดินมีความละเอียด)มีสารอินทรีย์บางชนิดเจือปน ทั้งนี้สำหรับการนำเนื้อดินดำมาใช้ในงานเซรามิก มีข้อดีดังต่อไปนี้

  1. สามารถทำการขึ้นรูปร่าง ของผลิตภัณฑ์ได้ดีมากขึ้น ที้งนี้เพราะว่าคุณสมบัติของเนื้อดินดำ มีความเหนียวก่อนการนำไปเผามากกว่าดินขาว
  2. ด้วยคุณสมบัติ ในเรื่องของความเหนียว การใช้ดินดำ ทำให้มีการลดความเสียหายของผลิตภัณฑ์ ก่อนกระบวนการเผา (เช่น แตก หัก) ได้ง่ายกว่าดินขาว โดยอุบัติเหตุเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นได้ระหว่างการเคลื่อนย้าย หรือการนำเข้าเตาเผา
  3. ช่วยทำให้ กระบวนการทำน้ำดิน ซึ่งเป็นกระบวนการเทแบบ มีการไหลตัวที่ดีมากขึ้น เนื่องจากความละเอียดของเนื้อดินมีสูงมาก
  4. ดินดำ บางชนิดนั้นจะมีคุณสมบัติพิเศษ ในการทำให้เกิดปฏิกิริยาของมวลสารในผลิตภัณฑ์ระหว่างกระบวนการเผา ทำให้เนื้อผลิตภัณฑ์ มีความแข็งแรง มีเนื้อแน่น และมีความเป็นเนื้อเดียวกันตลอด

อย่างไรก็ตาม การใช้ดินดำ นอกจากจะมีข้อดีแล้ว บางครั้งยังอาจจะส่งผลเสียต่อตัวผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากว่า

– ดินดำมีสิ่งสกปรกมากเกินไป มักทำให้ความขาวของเนื้อผลิตภัณฑ์ นั้นเสียไป ซึ่งทำให้เนื้อผลิตภัณฑ์ ไม่มีความสวยงาม

– ดินดำทำให้ความโปร่งแสงของผลิตภัณฑ์น้อยลง เนื่องจากคุณสมบัติที่เป็นดินสีดำ เนื้อละเอียด

– ดินดำ มีส่วนประกอบที่ไม่แน่นอน มักมีสิ่งเจือปน ทำให้การทำน้ำดิน สำหรับการเทแบบนั้นควบคุมได้ยาก

สำหรับดินดำนั้น ส่วนใหญ่ มักจะนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ประเภท Stoneware หรือข้าวของเครื่องใช้จำพวก ครก โอ่ง ไห หม้อดิน เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ จำพวกนี้เมื่อทำการเผาแล้วจะมีเนื้อดินที่พรุนน้อย แหล่งดินดำ ที่พบกันได้มากในประเทศไทย ได้แก่ แถบราชบุรี และปทุมธานี

 

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ติดป้ายกำกับ , , , , , | แสดงความเห็น

การเคลือบเซรามิก

สำหรับงานเซรามิกยุคใหม่นั้น กระบวนการที่ขาดไม่ได้เลย ในการทำชิ้นงานออกมาสักชิ้นหนึ่ง นั่นก็คือการเคลือบแก้วให้กับเนื้องาน เพื่อจุดประสงค์ ในการเพิ่มความแข็งแรง และคุณประโยชน์ในการใช้สอย ให้กับเนื้องานซึ่งสารที่ใช้เคลือบเนื้องานนั้นส่วนใหญ่จะเป็นสารประกอบซิลิเกต จึงอาจกล่าวได้ว่า เคลือบเซรามิก ก็คือเนื้อของสารประกอบซิลิเกต ที่ถูกความร้อนจนหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวและฉาบแน่นอยู่บนเนื้องาน เมื่อเคลือบแก้วนั้นอยู่มีการติดแน่นบนเนื้องานแล้ว จะมีคุณสมบัติที่เป็นมันวาวคล้ายแก้ว และทนทานต่อความเป็นกรด หรือด่าง ไม่ยอมให้มีความชื้น หรือน้ำไหลผ่านได้ อย่างไรก็ตามแม้เคลือบจะมีคุณสมบัติคล้ายแก้ว แต่จะมีส่วนประกอบทางเคมี ที่มีความซับซ้อนกว่าแก้วอย่างมาก

ประโยชน์ของการเคลือบงาน

1.เน้นความสวยงามให้กับเนื้องาน เพราะการเคลือบจะทำให้เนื้องาน มีความเป็นมันวาวคล้ายแก้ว อีกทั้งยังสามารถที่จะวาดลวดลายใส่เข้าไปได้อีกด้วย

2.เป็นการปิดบังหรือแก้ไขเนื้องาน ที่ไม่สมบูรณ์ เช่นการใช้เคลือบปกปิดรอยบิ่นของเนื้องาน เป็นต้น

3.เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ให้กับผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะเนื้องานประเภทภาชนะ นั้นจะต้องสามารถป้องกันการซึมผ่าน ของก๊าซ และของเหลว ซึ่งการทำเคลือบ นั้นจะช่วยเสริมส่วนนี้ของเนื้องานได้

4.เพื่อเน้นคุณประโยชน์ ในด้านการใช้สอย และการทำความสะอาดเนื้อผลิตภัณฑ์ ซึ่งเนื้องานที่ทำการเคลือบ จะสามารถทำความสะอาดได้ง่ายกว่าเนื้องาน ที่ไม่ได้ทำการเคลือบ

5. เพิ่มความแข็งแกร่ง ของเนื้อผลิตภัณฑ์ ทำให้เนื้องาน สามารถทนต่อการบิ่น การกัดกร่อน หรือแตกหักได้ดีกว่าเนื้องาน ที่ไม่ได้ทำการเคลือบ

6. เพิ่มคุณสมบัติ เฉพาะอย่าง ให้กับเนื้องาน เช่น คุณสมบัติด้านไฟฟ้า คุณสมบัติทางเคมี เป็นต้น

สำหรับ วิธีการทำเคลือบ ให้กับเนื้องาน มีหลายวิธีดังต่อไปนี้

  1. การใช้แปรงทา (Painting) ลักษณะงานเคลือบแบบนี้ จะเป็นลักษณะดั้งเดิม ที่มีการใช้งานกัน โดยจะใช้แปรงจุ่มสารเคลือบที่มีการผสมไว้แล้ว แล้วนำมาทาที่เนื้องาน ซึ่งกรรมวิธีนี้ต้องอาศัย ฝีมือและทักษะตลอดจนสมาธิเป็นอย่างมาก โดยควรเลือกใช้แปรงที่มีขนนุ่ม อมน้ำได้มาก และควรทาโดยการเน้นทาไปทางเดียวกัน ไม่ควรวนไปมาซ้ำๆ เนื่องจากจะทำให้เนื้องานไม่มีความเรียบสวย และอาจเกิดรอยขึ้นได้
  2. การใช้วิธีเทราด (Pouring) เป็นลักษณะการเคลือบที่จะเน้นการใช้งานเคลือบกับพื้นผิวด้านในของภาชยะ เช่น โอ่ง กระถาง เป็นต้น ซึ่งวิธีการนี้แต่เดิมจะจุ่มเนื้องาน ลงในถาดตื้นๆ ที่มีสารเคลือบอยู่ จากนั้นจึงตักสารเคลือบค่อยๆ ราดให้ทั่ว แต่วิธีการนี้เปลืองเวลาอย่างมาก ปัจจุบันจึงเปลี่ยนเป็นเป็นการวางเนื้องานบนสายพาน จากนั้นจึงให้น้ำยาไหลลงมาเคลือบเนื้องานแทน
  3. การจุ่ม (Dipping) เป็นกระบวนการเคลือบ ที่มีลักษณะในการใช้อ่าง หรือถัง สำหรับใส่น้ำยาเคลือบ จากนั้นจึงจะเอาเนื้องานลงไปจุ่ม เพื่อให้สารเคลือบนั้นเกาะที่ตัวเนื้องาน ซึ่งวิธีการนี้ จะต้องอาศัยความชำนาญ ในการจุ่มอย่างมาก โดยต้องกะระยะเวลาที่เหมาะสม ในการจุ่ม เพื่อให้น้ำยานั้นเคลือบตัวชื้นงานอย่างพอเหมาะ ไม่หนา หรือบางจนเกินไป อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้เปลี่ยนมาใช้ระบบอุตสาหกรรม ในการจุ่มสารเคลือบแทนการใช้แรงงานมนุษย์ ที่กินเวลาแล้ว เนื่องจากวิธีการจุ่มเป็นวิธีการเคลือบ ที่นิยมอย่างมากในวงการผลิตเซรามิก และงานเคลือบต่างๆ
  4. การพ่น (Spraying) เป็นกระบวนการที่ใช้สำหรับการพ่นเคลือบสารเคลือบกับชิ้นงาน เหมาะกับชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งลักษณะการสเปรย์ ก็คือการใช้หลักของการฉีดพ่นฝอยสารเคลือบ ให้ออกมาตามเครื่องมือสำหรับการพ่นเป็นพิเศษ ซึ่งมักจะเป็นเครื่องมือประเภท Spray Gun ที่ประกอบไปด้วยหัวพ่นแบบพิเศษ กระบอกสำหรับใส่เคลือบ และตู้สำหรับวางชิ้นงานที่จะพ่น ซึ่งตู้ดังกล่าวนี้จะเป็นตัวที่คอยป้องกันการฟุ้งกระจายของสารเคลือบระหว่างการพ่น นอกจากนั้นแล้วยังต้องมีการติดตั้งพัดลมสำหรับการดูดละอองของเคลือบออกไประหว่างกระบวนการพ่นอีกด้วย

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่นิยมใช้การพ่น ในการเคลือบชิ้นงาน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ จำพวกสุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้า ชักโครก ตลอดจนผลิตภัณฑ์ บางประเภทที่นอกเหนือจากนี้ ที่ต้องการการเคลือบแบบพิเศษ

ขอบคุณที่มาจาก http://www.ceramiclover.com

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ติดป้ายกำกับ , , , , , | แสดงความเห็น

กระบวนการทำ เซรามิก

สำหรับการทำเซรามิก ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทไหน ก็มักจะมีขั้นตอนที่มีความยุ่งยากซับซ้อนอยู่พอสมควร นอกจากนั้นแล้วกระบวนการต่างๆ นั้นต้องอาศัยความชำนาญ และเครื่องไม้เครื่องมือที่ครบครันด้วยเช่นกัน สำหรับบทความนี้จะเป็นการสรุป ขั้นตอนมาตรฐานในการทำเซรามิก ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีหลากหลายขั้นตอนอย่างมากเลยทีเดียว ดังนี้

  1. การเตรียมวัตถุดิบ ที่ใช้ทำผลิตภัณฑ์ ว่าต้องการจะเป็นวัตถุดิบแบบไหน ซึ่งวัตถุดิบแต่ละอย่าง จะมีความแตกต่างกันออกไปทั้งในแง่ของคุณสมบัติ และความยากง่ายในการขึ้นรูป วัตถุดิบ ที่ได้รับความนิยมมากในอุตสาหกรรมเซรามิก เช่น ดิน ทราย หินบางประเภท เป็นต้น
  2. การขึ้นรูป เมื่อทำการคัดเลือกวัตถุดิบ ในการทำผลิตภัณฑ์ เซรามิกแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการนำเอาวัตถุดิบ มาขึ้นรูปร่างต่างๆ โดยส่วนมากมักจะเป็นการเทแบบ ซึ่งการเทแบบ มีอยู่หลายลักษณะคือ

                                – การเทแบบ โดยให้น้ำดิน แข็งตัวภายในแบบ (Solid Casting) เป็นกระบวนการเทดิน ที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์ ที่มีรูปร่างแปลกๆ หรือรูปร่างไม่แน่นอน

                                – การเทแบบ โดยเทน้ำดินที่เหลือทิ้ง (Drain Casting) เป็นกระบวนการขึ้นรูป ที่เหมาะกับการทำผลิตภัณฑ์ แบบที่ต้องการความสม่ำเสมอ หรือต้องการผนังผลิตภัณฑ์ ที่บาง

– การขึ้นรูปโดยการอัดแรง เป็นกระบวนการขึ้นรูป โดยจะมีการใส่วัตถุดิบลงในแบบ โดยวัตถุดิบ จะมีความชื้นเล็กน้อย จากนั้นจะใช้อุปกรณ์พิเศษ อัดเนื้อวัตถุดิบ ลงในแบบ (แบบจะเป็นโลหะแข็ง) ซึ่งการขึ้นรูปแบบนี้ จะต้องมีการควบคุมการกระจายตัวของอนุภาคดินตามแบบให้ดี ดังนั้นกระบวนการนี้จึงเหมาะกับการทำเซรามิก แบบพิเศษ ไม่นิยมใช้ในการทำเซรามิกทั่วไป

– การขึ้นรูป โดยการใช้อัดเนื้อดินปั้นแห้งๆ เป็นกระบวนการที่คล้ายกับการอัดแรง โดยการใช้เนื้อดินปั้น อัดเข้าไปในแบบโลหะ ด้วยความแรงสูง แต่จะมีการควบคุมความชื้นในเนื้องาน ไม่ให้เกิน 4% จึงทำให้เนื้อดิน สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ แต่ไม่มีความเหนียว ทำให้ชิ้นงานสามารถรวมตัวอัดกันได้ดี การขึ้นรูปแบบนี้เหมาะกับเนื้องานเซรามิก ที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรม

– การขึ้นรูป โดยการหลอมเหลวผลิตภัณฑ์ แล้วเทลงในแบบ การขึ้นรูปแบบนี้เป็นการขึ้นรูปสำหรับผลิตภัณฑ์จำพวกแก้ว ซึ่งจะใช้หลักการหลอมวัตถุดิบ ด้วยความร้อนสูง จากนั้นเทลงในแบบ แล้วปล่อยให้เย็นตัวลง ก็จะได้ผลิตภัณฑ์ ที่ต้องการ

– การขึ้นรูป โดยการใช้แป้นหมุน เป็นผลิตภัณฑ์ เซรามิกแบบง่ายๆ นั่นก็คือข้าวของเครื่องใช้จำพวก โอ่ง ไห หม้อดิน ฯลฯ ซึ่งการขึ้นรูปแบบนี้จะเหมาะกับเนื้องานง่ายๆ ที่เป็นข้าวของเครื่องใช้ทั่วไป

  1. การเผาครั้งแรก หรือการเผาดิบ จะเป็นกระบวนการเพิ่มความแข็งแกร่ง ให้กับเนื้อของผลิตภัณฑ์ โดยจะทำการส่งผลิตภัณฑ์เข้าเตาเผาโดยเฉพาะ แล้วจึงเร่งอุณหภูมิให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนั้นจะทำให้ผลิตภัณฑ์ มีการอยู่ตัวไม่แตกหักง่ายเมื่อนำไปเข้าสู่ขั้นตอนการเคลือบ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการเผาดิบแล้ว บางอย่างจะสามารถนำไปใช้งานได้เลย เช่น พวกเครื่องดินเผาต่างๆ แต่บางอย่างต้องนำไปเคลือบอีกครั้ง ก่อนส่งเข้าเตาเผาอีกรอบ จึงจะสามารถนำมาใช้งานได้
  2. การเคลือบ เป็นกระบวนการนำเอาผลิตภัณฑ์ มาเคลือบสารเพิ่มความแข็งแกร่ง ให้เนื้องาน นั่นก็คือเคลือบแก้ว ที่มีลักษณะเป็นเนื้อแก้ว ที่หลอมละลายเข้ากับเนื้องาน ซึ่งการเคลือบเนื้องานนั้นจะใช้สารที่ผสมระหว่าง ซิลิเกต กับน้ำยาเคลือบ ซึ่งมีความละเอียดมากกว่าดินหลายเท่า การเคลือบเนื้องานนั้นจะมีการนำมาเคลือบให้มีความหนาประมาณ 1-1.5 มิลลลิเมตร จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการทิ้งให้สารเคลือบแห้ง แล้วจึงจะเป็นการเช็ดอีกครั้ง ก่อนนำเข้าเตาเผาอีกรอบ
  3. การเผาครั้งที่สอง เป็นกระบวนการเพิ่มความแข็งแรง ให้กับส่วนที่เป็นเนื้อเคลือบ ทั้งนี้เมื่อมีการเผาด้วยอุณหภูมิ ที่มีความร้อนสูง สารเคลือบก็จะทำปฏิกิริยากับความร้อนจนเกิดเป็นเนื้อผิวที่มีความมันวาว และเกาะแน่นกับเนื้องาน ซึ่งประโยชน์ของการเคลือยก็คือช่วยเพิ่มความแข็งแรง แก่เนื้องานทำให้เนื้องานไม่แตกหัก หรือบิ่นได้ง่าย นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ ต่อการทำความสะอาดเนื้องาน ได้มากกว่างานที่ไม่ทำการเคลือบ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ ที่เป็นภาชนะ ที่ต้องมีการทำความสะอาดอยู่ตลอด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.ceramiclover.com

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ติดป้ายกำกับ , , , , , | แสดงความเห็น

แก้วเซรามิคลำปาง…คุณค่าทางด้านศิลปะบนเครื่องเคลือบ

สำหรับเครื่องใช้ในครัวเรือนภายในบ้านของเรานั้นมีอยู่หลากหลาย เช่น จาน ชาม ถ้วย หม้อและไห เป็นต้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกสถานที่ขาดไม่ได้ก็คือ แก้วเซรามิค ซึ่งค่อนข้างที่จะแตกต่างจากแก้วพลาสติกธรรมดาเป็นอย่างมาก โดยแก้วเซรามิคนั้นมีคุณสมบัติที่หลายหลายนอกเหนือจากเป็นเพียงแค่ภาชนะใส่น้ำเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการทนความร้อน ความแข็งแรงทนทาน ไม่มีสารเคมีตกค้าง และที่สำคัญคือแก้วเซรามิคนั้นมีอายุการใช้งานได้นานมากกว่าอีกด้วย ซึ่งแก้วเซรามิคนั้นก็มีคุณภาพที่หลากหลายมากมายเช่นกัน อีกหนึ่งคุณภาพที่ผมอยากจะแนะนำให้คุณมีไว้ภายในบ้านก็คือ แก้วเซรามิคลำปางที่มีคุณค่าทางด้านศิลปะ…เป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากคุณยังรู้จักแก้วเซรามิคลำปางยังไม่พอวันนี้เราจะนำความรู้ให้คุณได้ทราบกันนะครับ

แก้วเซรามิค

แก้วเซรามิค

 แก้วเซรามิคลำปาง…ดีอย่างไร

สำหรับจังหวัดลำปางแล้วนับได้ว่าค่อนข้างมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเรื่องของการอุตสาหกรรมเซรามิคที่มีอายุเก่าแก่มานาน นอกจากนี้แล้วยังมีโรงงานที่ทำแก้วเซรามิคที่ประณีตและได้จับความเป็นศิลปะลงไปบนแก้วอีกด้วย ทำให้แก้วเซรามิคลำปางดูมีคุณค่ามากกว่าแก้วใบไหนๆ นั่นเอง นอกจากนี้แล้วที่ลำปางแห่งนี้เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยดินขาวปฐมภูมิที่ได้มาจากหินไรโอไลต์และหินทัฟฟ์เนื้อไรโอไลต์ผุ ซึ่งทางนักวิชาการได้จัดให้เป็นดินขาวฮิลไลต์ เพราะว่าดินขาวประเภทนี้มีแร่ดินชนิดฮิลไลต์ที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ด้วยนั่นเอง….

โดยทางโรงงานในจังหวัดลำปางจะสูตรในการทำเซรามิคด้วยสูตรที่ใช้ดินขาวชนิดนี้มาผสมกับเนื้อดินเหนียว ซึ่งทำให้ภาชนะเซรามิคได้ทำออกมาเป็นดินเผาที่มีสีขาวสวยกว่าที่ใดๆเป็นพิเศษ

จุดเด่นที่แก่ความคู่ควร…ที่จะครอบครอง

สำหรับแก้วเซรามิคอย่างที่บอกไปในข้างต้นแล้วก็ต่างมีหลากหลายประเภทและคุณภาพก็แตกต่างกันไปด้วย ซึ่งแก้วเซรามิคจากจังหวัดลำปางนั้นถือนับได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่คงทนในเรื่องของการตกกระทบ และกันความร้อนได้เป็นอย่างดี โดยจุดเด่นที่ไม่เคยแพ้อุตสาหกรรมด้านเซรามิคของจังหวัดอื่นๆก็คือ การใช้ความประณีต และบรรจงลงไปในตัวงาน ด้วยเหตุนี้จังหวัดลำปางจึงเป็นที่ยอมรับของใครหลายๆคนเป็นอย่างมาก

ในปัจจุบันนี้ผลงานเซรามิคของจังหวัดลำปางนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลิตภัณฑ์สำหรับดื่นหรือทานอาหารเท่านั้นแล้ว แต่ผลงานเซรามิคที่แห่งนี้ยังเป็นของขวัญหรือของสะสมที่เต็มไปด้วยคุณค่าด้านศิลปะเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นคุณควรจะรีบหามาเก็บไว้เป็นอย่างยิ่ง

เห็นหรือไม่สำหรับผลงานเซรามิคนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่าเป็นอย่างมาก หากคุณได้สังเกตเวลาที่ไปเยี่ยมบ้านของคนรู้จัก โดยเฉพาะคนเก่าคนแก่คุณจะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่เป็นเซรามิคโดยส่วนใหญ่จะมีความประณีต และถ้าสอบถามรับรองได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆจะมาจากจังหวัดลำปางเกือบแทบทั้งหมดอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นหากคุณอยากจะได้แก้วเซรามิคที่มีคุณภาพสักใบแล้วก็อย่ารีรออะไร…เลือกของจังหวัดลำปางมาเป็นของคู่ใจหรือไม่ก็เป็นของตั้งโชว์เพื่อที่แสดงความมั่งมีและศิลปะที่เลอค่าภายในบ้านของคุณได้อีกด้วยเช่นกัน

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ติดป้ายกำกับ , , , | แสดงความเห็น

ประเภทของเซรามิก แยกตามเนื้องาน

สำหรับประเภทของเซรามิกนั้น มีหลากหลายประเภทเลยทีเดียว และก็มีรูปแบบการจำแนกหลายวิธีเช่นกัน ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการจำแนกผลิตภัณฑ์เซรามิก ตาม เนื้องานที่ได้ ซึ่งก็มีการจัดกลุ่มใหญ่ๆ และแยกย่อยเอาไว้มากเลยทีเดียว ดังต่อไปนี้

1.พอร์ชเลน (Porcelain) เป็นลักษณะของเนื้องานเซรามิก ที่มีเนื้อสีขาว มีความมันเงางาม และแข็งแกร่งในลักษณะของแก้ว แต่ไม่ดูดซึมน้ำ เวลาเคาะจะมีเสียงดังกังวาน โดยพอร์ซเลน จะมีวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต คือ ดินขาว ดินเหนียว แร่ฟันม้า หินควอทซ์ และหินไชน่าสโตน

งานพอร์ซเลนนั้นยังสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ได้ดังนี้

–  ดินพอร์ซเลนทั่วไป เป็นลักษณะของเนื้องานที่มีแบบที่ดี มีการเผาแบบรีดักชั่น ลักษณะของเนื้องานจะไม่มีความโปร่งแสง จึงเหมาะกับการนำมาเขียนเป็นลวดลาย ซึ่งได้แก่ เครื่องช้ำจพวกเบญจรงค์ เครื่องลายคราม เป็นต้น

–  ดินอะลูมิน่าพอร์ซเลน เป็นลักษณะของดินที่นำมาใช้ทำเนื้องานที่มีความแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ สำหรับดินฟ้าอากาศ เช่นการทำลูกถ้วยไฟฟ้า ลูกบด หรืออิฐกรุ เป็นต้น

– ดินพอร์ซเลนเนื้อขาว เป็นดินที่มีลักษณะที่ให้ความแตกต่างจากดินพอร์ซเลนทั่วไปเพราะมีความโปร่งแสง มีเนื้อที่ขาว และละเอียด จึงมักถูกนำมาเลือกใช้ในการทำชิ้นงานประเภทประดับตกแต่ง งานโคมไฟ งานปั้น ตุ๊กตาพอร์ซเลน เป้นต้น

  1. โบน ไชน่า (Bone China) เป็นลักษณะของเนื้องานเซรามิก ที่มีความมันวาวสูง เนื้อละเอียด บางเบา มีความโปร่งแสง แต่ก็มีความแข็งแรงอย่างมาก จึงทำให้มันเป็นงานเซรามิก ที่มีราคาแพง และเป็นที่ต้องการมากที่สุด ถือเป็นเซรามิกคุณภาพดีที่สุด ทั้งนี้งานโบนไชน่า จะมีส่วนผสมของเถ้ากระดูกถึงประมาณ 50% ของเนื้องานหนึ่ง ๆ นอกจากนั้นแล้วก็จะมีดินขาวเคโอลิน , หินไชน่าสโตน อย่างละ 25% ทั้งนี้เพราะเถ้ากระดูกนั้นจะเป็นส่วนผสมสำคัญ ที่ทำให้เนื้องานมีความมันวาว เนื้อโปร่งแสง แต่ก็มีความแข็งแรงสูง ซึ่งเถ้ากระดูกนั้นจะได้จากกระดูกสัตว์ นำไปเผาที่อุณหภูมิสูงราว 1,000 -1,500 องศาเซลเซียส ก่อนนำมาบดให้เป็นผง สำหรับการใช้งานผสมในเนื้อโบนไชน่า
  1. เอิธเธิร์นแวร์ (Earthenware) เป็นผลิตภัณฑ์เซรามิก ที่มีลักษณะทึบแสง เนื้อดินมีความพรุน และสามารถดูดซึมน้ำได้ดี เนื้องานไม่ขาวมากนัก ยกตัวอย่างงานประเภทนี้ก็เช่น หม้อดิน คนโฑน้ำ กระถางต้นไม้ เป็นต้น สำหรับเอิธเธินแวร์นั้น ยังสามารถที่จะแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ได้ดังต่อไปนี้

– ดินเอิธเธิร์นแวร์ไฟสูง เป็นลักษณะของดินที่นำมาใช้ทำเอิธเธิร์นแวร์ ที่มีเนื้อหยาบ และขึ้นรูปได้ดี ต้องมีการเผาที่อุณหภูมิสูงราวๆ 1,200-1,230 องศาเซลเซียสขึ้นไป งานประเภทนี้ได้แก่ กระถางและกระเบื้องลอน

– ดินเอิธเธิร์นแวร์ไฟต่ำ เป็นดินโดโลไมต์ ที่มีลักษณะเนื้อสีขาว น้ำหนักเบา จึงมักถูกนำไปใช้สำหรับงานประดับตกแต่งมากกว่างานประเภทอื่น

– ดินเอิธเธิร์นแวร์เนื้อแดงเป็นดิน ที่มีการนำไปเผาด้วยอุณหภูมิที่สูง หลังเผาจะมีสีส้ม เหมาะกับการนำมาใช้เป็นภาชนะอาหาร และของตกแต่งบ้าน

  1. สโตนแวร์ (Stoneware) เป็นลักษณะของเนื้องาน ที่สามารถเลือกใช้งานได้อย่างหลากหลาย เช่นการใช้กับ งานหล่อ งานอัดปั๊ม หรือผลิตภัณฑ์ทำอาหารเป็นต้น เนื้องานประเภทนี้จะมีชิ้นเนื้องานที่หนาและหนัก เพราะเน้นที่ความแข็งแรงทนทาน โดยสโตนแวร์ จะมีการแบ่งย่อยๆ ออกดังนี้

– ดินสโตนแวร์ธรรมดา เป็นเนื้องานที่มีคุณสมบัติสไลด์ตัวได้ดี จึงมักถูกนำมาใช้ในงานปั้น งานขึ้นรูปต่างๆ

– ดินสโตนแวร์เนื้อขาว เป็นดินที่มีคุณสมบัติในการตกแต่งแบบใส และสามารถที่จะวาดลวดลายได้ จึงมักถูกนำมาใช้ทำผลิตภัณฑ์สำหรับการใช้งานบนโต๊ะอาหาร เช่น แก้วเซรามิคลำปาง

– ดินสโตนแวร์ สำหรับงานหล่อชิ้นใหญ่ เป็นดินที่มีคุณสมบัติ ในการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ ที่เป็นชิ้นใหญ่ๆ ได้ เช่น กระเบื้องห้องน้ำ สุขภัณฑ์ เป็นต้น

– ดินสโตนแวร์เนื้อแดง เป็นดินที่มีลักษณะเป็นสีแดง หลังการเผาที่ความร้อนสูง จึงมักถูกนำมาทำเป็นชุดภาชนะอาหารที่มีความแปลกตา

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีเนื้องานที่ถูกจัดว่าเป็นงานเซรามิก เช่นงานแก้ว งานวัสดุทนไฟอีกด้วย แต่ปัจจุบันนั้นดูเหมือนจะเป็นการจำแนกให้อยู่ต่างกลุ่มกันออกไป เนื่องจากลักษณะการใช้งาน และเนื้องาน

ที่มา : แก้วเซรามิคลำปาง

 

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ติดป้ายกำกับ , , , | แสดงความเห็น